วิทยานิพนธ์

วิธีการเรียน

เนื่องจากศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย ได้จัดการเรียนการสอนภายใต้เครือข่ายความร่วมมือ และเปิดโอกาสให้ทุกเครือข่ายสามารถพัฒนาหลักสูตรของตนเอง และบริหารการเรียนการสอนได้อย่างอิสระ แต่จะมีหลักการและมาตรฐานร่วมกัน ดังนี้

  • แต่ละเครือข่ายที่ประสงค์จะเปิดหลักสูตร ให้นำเสนอหลักสูตรต่อคณะกรรมการบริหารศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร เช่น ชื่อหลักสูตร ชื่อปริญญา วัตถุประสงค์ ระดับการศึกษา จำนวนรายวิชา และหน่วยกิต รายชื่อผู้สอน การวัดและประเมินผล  คุณภาพของนักศึกษา
  • หลักสูตรในทุกระดับจะประกอบด้วยการเรียนรู้ใน 3 แบบ คือ เรียนรู้จักตนและการพัฒนาตน รู้จักชุมชนของตนเอง เรียนรู้หลักการทางศาสนา เรียนตามรายวิชาเอก และเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามโครงงาน โดยจะมีน้ำหนักการเรียนมากน้อยกันไปตามแต่ละระดับการศึกษา
  • ระบบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี, ปริญญาโท หลักสูตร 2 ปี, ปริญญาเอก หลักสูตร 5 ปี แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์ มีผลงานชัดเจน สามารถเทียบโอนประสบการณ์ แต่จะต้องเข้าศึกษาในศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย ไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน
  • มาตรฐานการสำเร็จการศึกษาในระดับอนุปริญญาบัตร ระดับปริญญาตรี และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จะประกอบด้วย การเจริญงอกงามภายในตนเองตามหลักแห่งศาสนธรรมและมงคลแห่งชีวิต การมีจิตอาสารับใช้  ความสำเร็จในการประกอบสัมมาชีพ และการประยุกต์ เผยแพร่ ขยายผลความสำเร็จในสัมมาชีพสู่สังคม และการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาสังคม
  • นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะมีเอกสารที่เป็นข้อเขียนตามผลงานที่ศึกษา
  • มาตรฐานสำหรับปริญญาโท และปริญญาเอก คือผลงานวิจัย หรือผลงานวิจักษณ์ที่มีความลุ่มลึกตามระดับของปริญญา
  • นักศึกษาแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ สามารถที่จัดพบปะในกลุ่มการศึกษาของตนเอง รวมทั้งการนัดหมายอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ มาให้ความรู้และการให้คำแนะนำอื่น ๆ
  • การศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และองค์ความรู้ของนักศึกษา

ระยะเวลาการศึกษาในระบบทวิภาค

          หลักสูตรปริญญาตรี

1)  หลักสูตร 4 ปี สามารถเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้ และเป็นหลักสูตรศึกษาค้นคว้า และการถอดองค์ความรู้จากประสบการณ์ สามารถสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ภาคเรียน  และการนำเสนอข้อมูลโดยการใช้คำไม่น้อยกว่า 2,000 คำ

 

หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท และปริญญาเอก)

1) หลักสูตรปริญญาโท เป็นโปรแกรมค้นคว้าวิจัย ให้ใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 2 ปีการศึกษา  สามารถเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ภาคเรียน  และการนำเสนอข้อมูลโดยการใช้คำไม่น้อยกว่า 4,000 คำ

2) หลักสูตรปริญญาเอก เป็นโปรแกรมค้นคว้าวิจัย หรือการวิจักษณ์ การพัฒนารูปแบบ หรือการสร้างองค์ความรู้ใหม่ สามารถเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ  สำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ภาคการศึกษาและการนำเสนอข้อมูลโดยการใช้คำไม่น้อยกว่า 6,000 คำ

 

รูปแบบการศึกษา การวัดผล การประเมินผล การสำเร็จการศึกษา

ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ จดทะเบียนและมีสำนักงานที่รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยตระหนักว่า มิได้เป็นสถาบันการศึกษาของประเทศไทย และมิได้จดทะเบียนเพื่อการดำเนินการในประเทศไทย การศึกษาในประเทศไทย จึงมีสถานะเป็นเพียง “ศูนย์บริการทางไกล” เท่านั้น

รูปแบบการศึกษา 

ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ จัดบริการการศึกษาทางไกล และเป็นการจัดการศึกษาให้ผู้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ภายใต้การให้คำปรึกษาของคณาจารย์ของสถาบัน เพื่อให้รูปแบบและการเรียนรู้มีความหลากหลาย ตามบริบทของสังคมปัจจุบัน และตามบริบทของท้องถิ่นนั้น ๆ คือ

1) การศึกษาด้วยตนเอง ชั้นเรียนที่มีเนื้อหาบรรยายจะได้รับการจัดส่งเป็นเนื้อหาที่เรียนด้วยตนเองพร้อมกับบทแนะนำ นักเรียนสามารถศึกษาวิชาที่มีลักษณะนี้ได้ด้วยตัวเองผ่านวัสดุหลายประเภทเช่น การดาวน์โหลดและบันทึกการบรรยาย วิชาพื้นฐานส่วนใหญ่มีการศึกษาด้วยตนเอง นักเรียนต้องศึกษาเอกสารที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์  คณาจารย์ทำหน้าที่เพียงการให้คำปรึกษาแนะนำ

2) การโต้ตอบ ชั้นเรียนที่ต้องการปฏิสัมพันธ์แบบทันทีเช่นการสัมมนาจะอยู่ในรูปแบบของการประชุมจริงในห้องกายภาพหรือในรูปแบบเสมือนที่ผู้ดูแลและผู้เข้าร่วมสามารถแบ่งปันข้อมูลได้ทันที ห้องเรียนเสมือนที่เลือก เช่น BOU e-Learning,  BOUTV, YOUTUBE 

3) การสาธิตและการปฏิบัติ การเรียนนี้ใช้กับชั้นเรียนที่กำหนดให้นักเรียนต้องเข้าชั้นเรียนด้วยตัวเองเนื่องจากการมีอยู่เป็นสิ่งสำคัญเช่นห้องปฏิบัติการ สถานที่ตั้งของการปฏิบัติจะจัดเตรียมไว้ให้นักเรียนเพื่อการเข้าถึงที่สะดวกที่สุดในประเทศของตนเอง (ถ้าเป็นไปได้)

4) โครงการหรืองานวิจัย นักศึกษาระบุโครงงาน  และการฝึกปฏิบัติตามโครงงาน จำเป็นต้องปรึกษาที่ปรึกษาของพวกเขาผ่านห้องสนทนา VDO เพื่อบรรลุผลงาน การติดตามผลงานของอาจารย์ที่ปรึกษามีความจำเป็น

5) นักศึกษาแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ สามารถที่จัดพบปะในกลุ่มการศึกษาของตนเอง รวมทั้งการนัดหมายอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ มาให้ความรู้และการให้คำแนะนำอื่น ๆ

6) การศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และองค์ความรู้ของนักศึกษา

ปริญญากิตติมศักดิ์

การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ ทั้งในระดับปริญญาตรี  ปริญญาโท และปริญญาเอก สามารถกระทำได้ ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการสภาศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย ในกรณีที่บุคคลผู้นั้น มีคุณงามความดี และความรู้ความสามารถเทียบเท่ากับผู้ที่ทรงคุณวุฒิที่ศึกษาในระดับนั้น ๆ ซึ่งต้องนำเสนอเอกสารประวัติชีวิตและผลงาน ตลอดถึงองค์ความรู้สำคัญที่บุคคลผู้นั้นได้ตกลงนำมาเป็นเอกสารเพื่อให้คณะกรรมการมหาวิทยาลัยพิจารณา  มหาวิทยาลัยไม่ประสงค์จะให้นำเสนอเพียงความดีงาม แต่ประสงค์จะให้นำเสนอองค์ความรู้สำคัญของผู้ที่จะรับกิตติมศักดิ์ ประมาณไม่น้อยกว่า 2 หน้ากระดาษ

ตำแหน่งวิชาการ

การขอตำแหน่งทางวิชาการ

            เป็นอาจารย์ของศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย

            มีผลงานวิชาการเสนอศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย

            นำเสนอผลงานทางวิชการต่อคณะกรรมการหรือผู้บริหาร

            บริจาคให้ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย

 

การเขียนวิทยานิพนธ์               

มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ สหรัฐอเมริกา มีความสนใจที่จะทำให้แตกต่างจากระบบการศึกษาที่เห็นกันดาดดื่นในปัจจุบัน ต้องการคิดให้แตกต่างจากสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน มีตัวอย่างดังต่อไป

  1. ทุกท่านพึงทราบว่า ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ สหรัฐอเมริกา เปิดการเรียนการสอนในระบบทางไกล ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ไมใช่การศึกษาในระบบปริญญาที่ใช้ในการสมัครงานหรือการหางานทำ  การรับรองปริญญาของมหาวิทยาลัย เป็นเงื่อนของแต่ละประเทศ ที่จะพิจารณาตามนโยบายของประเทศนั้น  จุดประสงค์ของมหาวิทยาลัย คือการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับความดี ความงาม การประกอบสัมมาชีพ การสร้างเปลี่ยนแปลง และการประยุกต์หลักพุทธศาสนา มาใช้ในการปฏิบัติ อาจจะมีองค์ความรู้ด้านวิชาการตามศาสตร์สมัยใหม่มาประกอบการเรียนรู้ด้วย
  2. ปริญญาตรี ให้เขียนสารนิพนธ์ คืออธิบายงานที่ นศ.ทำ จนประสบความสำเร็จแล้ว  ปริญญาโท ให้เขียนวิทยานิพนธ์   คือวิเคราะห์งานที่ นศ.ทำ ว่า ประสบความสำเร็จด้วยปัจจัยอะไรบ้าง  ปริญญาเอก ให้เขียนดุษฎีนิพนธ์   คือสังเคราะห์งานที่ นศ.ทำ ว่า มีโมเดลอย่างไร หรือมีรูปแบบอย่างไร  ถ้าคนอื่นจะทำตามอย่าง จะต้องมีหลักสำคัญอย่างไรบ้าง  การสร้างพิมพ์เขียนให้คนอื่น ๆ การให้คำแนะนำคนอื่นที่จะทำแบบเรา หรือการนำเสนอองค์ประกอบสำคัญที่ทำงานนั้นสำเร็จได้ เป็นต้น
  3. หัวข้อสารนิพนธ์ ป.ตรี อาจจะขึ้นต้นด้วย “การ.....” เพราะเป็นการอธิบายความผลงานที่เขียน, หัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับ ปริญญาโท  ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “ปัจจัย......” ,   หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ ปริญญาเอก ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “รูปแบบของ.....”
  4. เมื่อ นศ.สมัครเรียนแล้ว ต้องแจ้งว่า จะทำสารนิพนธ์ หรือ วิทยานิพนธ์ หรือดุษฎีนิพนธ์หัวข้ออะไร เพื่อจะกำหนดทิศทางการทำงาน
  5. BOU หรือ มพศ. (ชื่อย่อของศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์) ไม่มีหลักสูตรย่อย ๆ แต่จะใช้คำว่า หลักสูตรปริญญาตรี ทางสังคมศาสตร์ หรือปริญญาตรีทางศาสนา  หลักสูตรปริญญาโท ทางสังคมศาสตร์ และหลักสูตรปริญญาเอกทางสังคมศาสตร์
  6. ในระดับปริญญาตรี นศ.ต้องลงมือปฏิบัติการ ลงมือทำจริง จนประสบความสำเร็จเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้ามาสอบจบการศึกษา  มพศ. สนใจการทำงานจริง ปฏิบัติการจริง ไม่ต้องการให้ นศ.เข้ามาฟังบรรยาย เข้าฟังผู้สอนนั่งสอนในชั้นเรียน  อาจจะมีการสัมมนาเพิ่มความรู้บ้าง อาจจะมีการศึกษาดูงานจากผู้รู้จริง ทำจริง
  7. แม้ว่า นศ.จะเรียนครบตามหลักสูตร แต่การสำเร็จการศึกษา ชึ้นอยู่กับผลของการปฏิบัติการจยประสบความสำเร็จ
  8. นศ.บางคน อาจจะมีประสบการณ์ ได้ลงมือทำจนได้สำเร็จแล้ว ซึ่ง น.ศ.กลุ่มนี้ อาจจะไม่ต้องสร้างผลงานใหม่ แต่นำเอาผลงานที่สำเร็จแล้วนั้น มาสรุปเป็นบทเรียน เป็นผลงานแล้วเขียนเป็นเอกสาร ขอเข้ารับการเทียบโอน และการสอบประเมินในภาคการเรียนสุดท้าย
  9. การสอบจบ ป.ตรี ป.โท หรือ เอก ต้องมีการสอบปากเปล่า หรือการนำเสนอด้วยวาจา จะเขียนฟลิปชาร์ท จะเขียนเพาวเวอร์พอยท์มานำเสนอก็ได้   จากนั้นจึงส่งเล่มฉบับสมบูรณ์ เมื่อกรรมการพิจารณาเล่มแล้ว จึงจะได้รับการประกาศให้สำเร็จการศึกษา

การเขียนสารนิพนธ์  ระดับปริญญาตรี 

สำหรับผู้มีประสบการณ์ในการประกอบสัมมาชีพ หรือมีผลงานเชิงประจักษ์จนประสบความสำเร็จ
ให้เขียน 5  บท ดังนี้
 บทที่ 1 ชีวิตและการเรียนรู้  

(1) ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กถึงปัจจุบัน, 
(2) การศึกษาในระบบ
(3) การเรียนรู้นอกระบบและตามอัธยาศัย การอบรม สัมมนา ดูงาน,(4) การประกอบอาชีพ ทำอาชีพ  มีหลักคิดที่ดีหรือมีบทเรียนในอาชีพ

 บทที่ 2 คุณค่าของชีวิต 

  • การทำความดีของเรา (บันทึกความดีงามของนักศึกษา)
  • ผลงานและความสำเร็จในชีวิต
  • เกียรติบัตร รางวัล

บทที่ 3 ชุมชนของนักศึกษา 

(1) การศึกษาชุมชนของนักศึกษา  (ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตสังคม เศรษฐกิจ การเมือง)          
(2) ข้อมูลทางด้านศักยภาพ และทุนทางสังคมของชุมชน/ท้องถิ่น
(3) ข้อมูลทางสุขภาวะ และทุกขภาวะของชุมชน/ท้องถิ่น               

 บทที่ 4 โครงงานของนักศึกษา (ต้องเป็นการปฏิบัติการจริง จนเห็นผลแล้ว ยังไม่มีผลงาน ต้องเข้านสู่ กระบวนการพัฒนางาน หรือการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติ)

ตัวอย่างการนำเสนอ อาจจะนำเสนอด้วยหัวข้อแบบอื่นๆ               
(1) สภาพแวดล้อมของโครงงาน     (เช่น โครงงานบริหารโรงแรม โฮมสเตย์ที่เกาะช้าง ก็ต้องพูดตั้งประวัติเกาะช้าง การพัฒนาเกาะช้าง นักท่องเที่ยวเกาะช้าง โรงแรมบนเกาะช้าง เป็นต้น เรียกกันว่า บริบท หรือสภาพแวดล้อม)

- อธิบายลักษณะของโครงงาน                                      
- ข้อมูลปัจจุบันของงานที่จะศึกษา               
(2) กระบวนการทำงาน หรือการนำแผนไปปฏิบัติ  
(3) ผลผลิต หรือผลลัพธ์ และการเกื้อกูลสังคม  
(4) ปัญหา ข้อเสนอแนะ        
บทที่ 5  สรุป วิเคราะห์ เสนอแนะ  (เน้นความมุ่งหวังในอนาคต การพัฒนา ขยายงาน)                

5.1 สรุปโครงงานประกอบการสังคม
5.2 แผนงานในอนาคต

การเขียนวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาโท

หัวข้อวิทยานิพนธ์ ..ภาษาไทยหรือภาษาถิ่น ภาษาอังกฤษ (ต้องขึ้นต้นด้วยปัจจัย)  ....ปัจจัย.....................

ชื่อ นักศึกษา ภาษาไทย/ถิ่น ภาษาอังกฤษ ....................................................................................

Bodhisastra University, Florida  State, United State of America

ปีที่จบการศึกษา ................................................

 

งานวิจัย ต้องขึ้นต้นคำว่าปัจจัย (ความสำเร็จ) ........................

ความเป็นมาและสำคัญของเรื่อง

ให้อธิบายถึงความเป็นมาของเรื่อง  ข้อมูลสำคัญของเรื่องนี้ เป็นตัวเลข สถิติ

ความสำคัญของเรื่อง สำคัญอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร ต่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม

ความสนใจของท่าน  ทำไมท่านมาสนใจหัวข้อนี้

ท่านเก็บข้อมูลจากที่ใดบ้าง เพื่อมาอธิบายเรื่องราวในข้อ 2  (พึงเข้าใจว่า BOU สนใจจะให้ท่านอธิบายข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถของท่าน เป็นด้านหลัก

  1. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ให้อธิบายเรื่องราว Story  ข้อมูล ข้อเท็จจริง ผลงานของนักศึกษา กิจกรรมที่นักศึกษา หรือกรณีศึกษาที่นักศึกษาไปศึกษาประกอบ ก่อนที่จะนำไปสู่ข้อสรุปในข้อที่ 3  ควรมีภาพประกอบ มีความยาวประมาณ 20 หน้า  เขียนเป็นแบบการเล่าเรื่อง ที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่เป็นข้อๆ หรือเป็น พ.ศ.ได้รับการแต่งตั้ง หรือผลงาน

ข้อมูลหลัก ที่เป็นประสบการณ์ของท่าน

  • ประวัติและประสบการณ์ของนักศึกษาที่เกี่ยวกับหัวข้อ
  • ตามหัวข้อที่ท่านเสนอ ท่านเริ่มทำตั้งแต่เมื่อใด  กระบวนการทำมีขั้นตอนอย่างไร  อธิบายอย่างละเอียด ปัจจุบันผลงานเป็นอย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง
  • หรือตามหัวข้อที่ท่านเสนอ ท่านมีกิจกรรมอะไรบ้าง อธิบายแต่ละกิจกรรมอย่างละเอียด หรือปัจจุบันเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้าง
  • และอาจจะมีบทเรียนที่นักศึกษาไปวิเคราะห์จากกรณีศึกษาอื่นๆ มาประกอบประสบการณ์และผลงานของนักศึกษาด้วย ให้อธิบายว่า ไปศึกษาจากที่ไหน และเรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร นำเสนอได้ไม่จำกัด แต่ไม่ควรจะมากเกินไป

นักศึกษาปริญญาโท ที่ต่อยอดจากปริญญาตรี สามารถที่จะนำโครงงานในปริญญาตรี มานำเสนอในบทที่ 2 อย่างละเอียดได้  รวมทั้งการไปศึกษากรณีศึกษาเพิ่มเติมมาประกอบ

นักศึกษาปริญญาโทพึงตระหนักว่า BOU สนใจการวิเคราะห์ องค์ความรู้ของนักศึกษา การถอดความรู้จากการทำงาน ประสบการณ์ของนักศึกษาเอง  และควรต้องเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จแล้ว  ไม่ประสงค์จะให้ไปค้นหาจากค้นอื่น และเป็นความสนใจเชิงคุณภาพเท่านั้น  ไม่สนับสนุนการศึกษาเชิงประมาณ เว้นแต่ปริมาณที่สนับสนุนการเขียนเชิงคุณภาพ

  1. สรุปผลการศึกษา

3.1 เป็นการตอบคำถามตามหัวข้อวิจัย  หัวข้อวิจัยตั้งอย่างไร ให้ตอบตามนั้น

เช่น หัวข้อวิจัยเป็นปัจจัยความสำเร็จ ก็ให้เขียนเป็นปัจจัยความสำเร็จ มีกี่ข้ออะไรบ้าง

ให้ระบุเป็นข้อ ๆ 7 – 9 ข้อ พร้อมอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ จากข้อ 2 ที่เขียนไว้

ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า เป็นปัจจัยแท้หรือปัจจัยเทียม เลือกมาตอบเฉพาะของแท้
3.2 ข้อเสนอแนะ 3-5 ข้อ
3.3 ความคาดหวังในอนาคต
3.4 หลักธรรมในการปฏิบัติงาน

 

 การเขียนดุษฎีนิพนธ์  ระดับปริญญาเอก

หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ ..(ต้องขึ้นต้นด้วยรูปแบบ)  ................ภาษาไทยหรือภาษาถิ่น...และ อังกฤษ............... ..............................................................................................................................................

ชื่อ นักศึกษา ภาษาไทย/ถิ่น ภาษาอังกฤษ ..................................................................................

Bodhisastra University, Florida  State, United State of America

ปีที่จบการศึกษา .....................................................................................................................

งานวิจัย ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า รูปแบบของ................................................

(ทั้งหมดประมาณ 20 หน้า รวมภาพผลงานประกอบ)

  1. ความเป็นมาและสำคัญของเรื่อง

ให้อธิบายถึงความเป็นมาของเรื่อง  ข้อมูลสำคัญของเรื่องนี้ เป็นตัวเลข สถิติ
ความสำคัญของเรื่อง สำคัญอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร ต่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม
ความสนใจของท่าน  ทำไมท่านมาสนใจหัวข้อนี้
ท่านเก็บข้อมูลจากที่ใดบ้าง เพื่อมาอธิบายเรื่องราวในข้อ 2  (พึงเข้าใจว่า BOU สนใจจะให้ท่านอธิบายข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถของท่าน เป็นด้านหลัก

  1. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ให้อธิบายเรื่องราว Story  ข้อมูล ข้อเท็จจริง ผลงานของนักศึกษา กิจกรรมที่นักศึกษา หรือกรณีศึกษาที่นักศึกษาไปศึกษาประกอบ ก่อนที่จะนำไปสู่ข้อสรุปในข้อที่ 3  ควรมีภาพประกอบ มีความยาวประมาณ 20 หน้า  เขียนเป็นแบบการเล่าเรื่อง ที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่เป็นข้อๆ หรือเป็น พ.ศ.ได้รับการแต่งตั้ง หรือผลงาน

ข้อมูลหลัก ที่เป็นประสบการณ์ของท่าน

  • ประวัติและประสบการณ์ของนักศึกษาที่เกี่ยวกับหัวข้อ
  • ตามหัวข้อที่ท่านเสนอ ท่านเริ่มทำตั้งแต่เมื่อใด  กระบวนการทำมีขั้นตอนอย่างไร  อธิบายอย่างละเอียด ปัจจุบันผลงานเป็นอย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง
  • หรือตามหัวข้อที่ท่านเสนอ ท่านมีกิจกรรมอะไรบ้าง อธิบายแต่ละกิจกรรมอย่างละเอียด หรือปัจจุบันเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้าง
  • และอาจจะมีบทเรียนที่นักศึกษาไปวิเคราะห์จากกรณีศึกษาอื่นๆ มาประกอบประสบการณ์และผลงานของนักศึกษาด้วย ให้อธิบายว่า ไปศึกษาจากที่ไหน และเรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร นำเสนอได้ไม่จำกัด แต่ไม่ควรจะมากเกินไป

นักศึกษาปริญญาเอก ที่ต่อยอดจากปริญญาโท สามารถที่จะนำโครงงานในปริญญาโท มานำเสนอในบทที่ 2 อย่างละเอียดได้  รวมทั้งการไปศึกษากรณีศึกษาเพิ่มเติมมาประกอบ

นักศึกษาปริญญาเอกพึงตระหนักว่า BOU สนใจการสังเคราะห์ องค์ความรู้ของนักศึกษา การถอดความรู้จากการทำงาน ประสบการณ์ของนักศึกษาเอง  และควรต้องเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จแล้ว  ไม่ประสงค์จะให้ไปค้นหาจากค้นอื่น และเป็นความสนใจเชิงคุณภาพเท่านั้น  ไม่สนับสนุนการศึกษาเชิงประมาณ เว้นแต่ปริมาณที่สนับสนุนการเขียนเชิงคุณภาพ

ปัญหาที่เห็นคือ เขียนแนวคิด หรือไปลอกแนวคิด หลักการทั่วไปมานำเสนอ  ซึ่ง เราต้องการให้เขียนเรื่องราวของการทำงานของ นศ. 

  1. สรุปผลการศึกษา

เป็นการตอบคำถามตามหัวข้อวิจัย  หัวข้อวิจัยตั้งอย่างไร ให้ตอบตามนั้น
3.1 เช่น หัวข้อวิจัยรูปแบบการพัฒนากิจการขยะรีไซเคิล  ก็ให้เขียน รูปแบบมีกี่ข้อ อะไรบ้างให้ระบุเป็นข้อ ๆ 7 – 9 ข้อ พร้อมอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ จากข้อ 2 ที่เขียนไว้ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า เป็นรูปแบบที่แท้จริงหรือไม่

หัวข้อที่ 3 นี้คือองค์ความรู้สำคัญ  เหมือนกะทิมะพร้าว ที่ถูกคั้นจากกอง (บทที่2) เป็นส่วนที่มีความสำคัญสุด นศ.จึงต้องให้ความสำคัญมากที่สุด
รูปแบบของ................................................... (องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้งานประสบความสำเร็จ)

อธิบายแต่ละข้อ พร้อมข้อมูล หลักฐาน ข้อเท็จจริง
3.2 ข้อเสนอแนะ 3-5 ข้อ
3.3 ความคาดหวังในอนาคต
3.4 หลักธรรมในการปฏิบัติงาน

แนวทางการประเมินผลการนำเสนอดุษฎีนิพนธ์

หลักคิดเบื้องต้น

  1. ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย สนใจจะใช้คำว่า วิจักษณ์ (ไม่ใช่วิจักษ์) มากกว่าคำว่า วิจัย  โดยให้ความหมายความ วิจักษณ์ คือการนำเสนอองค์ความรู้ของนักศึกษา ที่เป็นผลจากการตกผลึกของประสบการณ์ ผลงานของตนเอง มิใช่การไปศึกษาผลงานของผู้อื่น ความรู้ ความคิด ประสบการณ์และการทำงานของผู้คนอื่นๆ 
  2. หัวข้อระดับปริญญาโท ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยสนใจจะวิเคราะห์ปัจจัย เช่น ปัจจัยความสำเร็จของ.... หรือปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ..... ในระดับปริญญาเอก จะให้ นศ.สังเคราะห์รูปแบบ โดยให้ขึ้นต้นด้วยคำว่า รูปแบบของ .......

คำว่า “รูปแบบ” หมายถึง องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้งานนั้น ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดได้ ให้สามารถทำได้  เหมือนเรากำลังจะตอบคำถามว่า หากมีคนต้องการจะทำเหมือนเรา เราจะมีคำแนะนำอะไรบ้าง หรือจะทำเหมือนเรา ต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง  หรือเรากำลังทำแบบพิมพ์เขียวสร้างบ้าน ใครต้องการสร้างบ้านเหมือนเรา เขาเอาไปศึกษาดู เขาสามารถทำตามอย่างเราได้ หรือจะปรับปรุงต่อยอดจากเราได้ง่ายขึ้น

  1. ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยมุ่งไปที่ผลงานเชิงคุณภาพ อาจจะการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ หรือการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณมาประกอบการนำเสนอ แต่ไม่ประสงค์จะเป็นงานเชิงปริมาณล้วน ๆ
  2. ไม่ประสงค์จะให้นักศึกษา ไปเรียบเรียง ไปรวบรวม ไปคัดลอกผลงานการวิจัย การศึกษา ค้นคว้า หรือการนำข้อมูลเชิงทฤษฎีที่นักวิชาการ หรือปราชญ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศกล่าวไว้ แบบเดียวกันกับที่นักศึกษาในศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยทั่วไปนิยมทำกัน
  3. ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัย ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหลักสูตรเป็นสาขาวิชา หรือหลักสูตรใดๆ มหาวิทยาลัยถือว่านักศึกษาสนใจในองค์ความรู้ด้านใด ก็จะถือว่าเป็นหลักสูตรด้านนั้น ๆ หรือเป็นสาขาวิชานั้น ๆ มหาวิทยาลัยจึงไม่มีผู้สอนในสาขา หรือในหลักสูตร แต่มีอาจารย์ที่จะให้คำแนะนำในเรื่องกระบวนการเรียบเรียง หรือการถอดองค์ความรู้ นักศึกษาทุกคนจึงสามารถจะแสดงความจำนงว่า ตนเองประสงค์จะขอรับปริญญาในสาขาวิชาใดก็ได้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์ความรู้ที่นักศึกษานำเสนอ 
  4. การนำเสนอดุษฎีนิพนธ์ จะใช้รูปแบบของการนำเสนอบทความทางวิชาการ โดยแบ่งสาระหลักเป็น 3 ประเด็นหลักสูตร คือ บทที่ 1 ความสำคัญของหัวข้อที่เสนอ บทที่ 2 เรื่องราว ข้อมูล ผลงาน การดำเนินงาน ประสบการณ์ตรงของผู้ศึกษา และบทที่ 3 การสรุปองค์ความรู้ที่ตกผลึก

จากการสัมผัสกับการนำเสนอของนักศึกษา พบปัญหาและประเด็นสำคัญ คือ

บทที่ 1 การนำเสนอความสำคัญ สั้นเกินไป เรียบเรียงไม่กระชับ นศ.ควรจะอธิบายถึงความสำคัญระดับสากล ความสำคัญในวงกว้าง  แล้วค่อยมาพูดถึงประเทศไทย พูดถึงท้องถิ่นของ นศ.เอง อาจจะมีข้อมูล สถิติมาประกอบการนำเสนอ ย่อหน้าสุดท้าย จึงมาพูดถึง ทำไม นศ.จึงสนใจเรื่องนี้

บทที่ 2 การนำเสนอเรื่องราว ข้อมูล ประสบการณ์การณ์ พบว่า บทที่ 2 นี้ นศ. มักจะมุ่งไปที่นำแนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ มานำเสนอ เอาข้อมูลของนักวิชาการ หรือเอาตำราต่างๆ มานำเสนอ เช่น ใครพูดอย่างไร หลักการทั่วๆเป็นอย่างไร ความหมายอย่างไร  มีการอธิบายอย่างไร เป็นต้น ซึ่งการเขียนเช่นนี้ เป็นการเขียนตามแนวทางการนำเสนอของศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยกระแสหลัก ล้วนเป็นการคัดลอกต่อๆกันมาทั้งสิ้น

ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ ประสงค์จะให้บทนี้ เป็นการนำเสนอประสบการณ์ ผลงานของนักศึกษาโดยตรง เช่น ถ้าจะเสนอรูปแบบการทำธุรกิจ  เป็นการเขียนเรื่องราวของตนเอง ประสบการณ์ การทำงาน ผลงานของตนเอง ไม่ได้ไปลอกทฤษฎีมานำเสนอ 

การเขียนบทนี้ อาจจะเขียนแบบ Time Line คือเขียนตามลำดับเหตุการณ์ หรือลำดับเวลา เหมือนกับการพูดถึงวิถีชีวิต ที่เขียนตามลำดับวันหรืออายุ  หรืออาจจะเขียนเป็นประเด็น ๆ เป็นเรื่อง ๆ เป็นกิจกรรมแต่ละประเภท  ไม่จำเป็นต้องตามเหตุการณ์   หรืออีกวิธีหนึ่ง เขียนตามหลักที่เรียกว่า CIPP Model คือ 1) เสนอสภาพแวดล้อม เรื่องราวแวดล้อม 2) เสนอเรื่องการเตรียมการด้านต่างๆ การเตรียมตัว 3) เสนอเรื่องกระบวนการทำงาน หรือกิจกรรมแต่ละแห่ง  และ 4) เสนอเรื่องผลของการทำงาน รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากการทำงาน  ผลนั้น อาจจะเป็นผลเชิงปริมาณ ผลเชิงคุณภาพ

ปัญหาอีกข้อหนึ่งของบทนี้ คือ เขียนสั้นเกินไป ผมเคยกล่าวว่า บทนี้ เป็นเหมือนมะพร้าวที่ถูกขูดแล้ว ต้องมีปริมาณเพียงพอจะคั้นเป็นกะทิ กากน้อย กะทิมาก ก็ไม่สอดคล้อง กากมาก กะทิน้อยก็ไม่สมดุลกัน ถ้ามีแต่กะทิ ไม่มีกาก ก็แปลว่าโม้มาก

อีกประเด็นก็คือ ควรมีภาพประกอบบ้าง เสนอเรื่องโรงงาน แต่ไม่มีแม้กระทั่วป้ายโรงงาน ภาพโรงงาน อาจจะทำให้สงสัยว่า มีโรงงานของตัวเองจริงหรือเปล่า หรือเป็นภาพที่มาจากอินเตอร์เน็ตทั้งหมด  เคยพบว่า นศ.นำภาพจากอินเตอร์มาเสนอทั้งหมด โดยที่ นศ.ไม่ได้มีผลงานอะไรเลย สามารถปั้นน้ำเป็นตัวให้ผู้ประเมินประทับใจได้อย่างยอดเยี่ยม

บทที่ 3 เป็นคำตอบโดยตรง เป็นองค์ความรู้ตามโจทย์ที่ตั้ง  ปัญหาที่มักเจอ คือ ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ตอบโจทย์เลย เช่น หัวข้อวิจัยบอกว่า รูปแบบของการพัฒนาผู้บริหารของบริษัท ก.  ก็ต้องเขียนตอบว่า รูปแบบของการพัฒนาผู้บริหารของบริษัท ก. มีรูปแบบอย่างไรบ้าง ผมมักจะถามว่า มีกี่ข้ออะไรบ้าง ต้องสรุปมาให้ชัดว่า มีกี่ข้อ อะไรบ้าง ประมาณ 5-9 ข้อ ซึ่งก็คือไม่ควรน้อยไป ไม่ควรมากไป  เวลาเขียนแล้ว ก็ต้องมีเหตุการณ์ มีรูปธรรม มีตัวอย่างสนับสนุน ไม่ใช่เขียนแบบลอยๆ เขียนเลื่อนลอย มีแต่หัวข้อ หรือไปเอารูปแบบหรือเอาทฤษฎีใดๆ มาตอบในข้อนี้    เราจะต้องเอาเหตุการณ์ที่เขียนแล้วในบทที่ 2  มาสนับสนุนบทที่ 3 เพื่อให้สรุปและการนำเสนอมีน้ำหนัก

  1. การนำเสนอเล่ม ขอให้เป็นการนำส่งไฟล์ท่าเป็น word ด้วย เพราะศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยจะได้ปรับปรุงเพื่อพิมพ์รวมเล่า  ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยไม่ได้ขอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงาน แต่ขอสิทธิ์มาจัดพิมพ์รวมเล่ม  หากท่านใดให้ไฟล์ไม่ได้ เพราะหวงลิขสิทธิ์ มหาวิทยาลัยจะไม่มอบปริญญาบัตร

ตัวอย่างสารนิพนธ์ของนักศึกษา (กำลังอัพโหลด)